เกาหลีใต้ กังวลเรื่องนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

  

      มีการรายงานข่าวจากทางด้านเอเอฟพี ว่าทางรัฐบาลเกาหลีใต้เผยแพร่ สมุดปกขาว ด้านกลาโหม ระบุเกาหลีเหนือมีพลูโตเนียมอยู่ในสต็อกมากพอที่จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูกเลยทีเดียว สำหรับข้อมูลจากทางการของประเทศเกาหลีใต้มีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากที่ผู้นำ คิม จอง อึน ออกมาประกาศว่าเปียงยางจะนำขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile – ICBM) ออกมายิงทดสอบในอนาคตอันใกล้นี้ โดยทางด้านเกาหลีเหนือเคยทดสอบนิวเคลียร์มาแล้วถึง 5 ครั้ง และยิงขีปนาวุธอีกนับไม่ถ้วน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเชื่อว่าในปี 2017 นี้โสมแดงมีเป้าหมายสำคัญที่จะเร่งพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์ เพื่อสร้างระบบขีปนาวุธที่สามารถโจมตีได้ถึงแผ่นดินสหรัฐฯ

แต่ผู้เชี่ยวชาญยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องความก้าวหน้าของโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ และทางเกาหลีเหนือก็ยังไม่เคยนำขีปนาวุธ ICBM ออกมายิงให้ทั่วโลกประจักษ์ในความสำเร็จ แต่นักวิเคราะห์ทุกคนก็เห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีของโสมแดงรุดหน้าไปอย่างมาก นับตั้งแต่ คิม จอง อึน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดต่อจากบิดาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2011 โดยกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ประเมินว่า เกาหลีเหนือน่าจะมีพลูโตเนียมเกรดอาวุธอยู่ราว 50 กิโลกรัมในช่วงปลายปี 2016 เพิ่มขึ้นจาก 40 กิโลกรัมเมื่อ 8 ปีก่อน และมากพอที่จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูกเลยทีเดียว

สำหรับสมุดปกขาวที่กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เผยแพร่ทุก 2 ปี ระบุด้วยว่า เกาหลีเหนือมีศักยภาพมากพอ ที่จะกระทำการนำยูเรเนียมสมรรถนะสูงมาผลิตเป็นอาวุธ แต่ไม่ได้คาดการณ์ปริมาณยูเรเนียมที่พวกเขามีอยู่ เนื่องจากโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นภารกิจลับสุดยอดของเกาหลีเหนือที่ยากจะล้วงข้อมูลมาได้ ทำให้ได้แค่การคาดเดาเท่านั้น ซึ่งสมุดปกขาวเล่มนี้เป็นการยืนยันชัดเจนว่า อาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือในตอนนี้

เครดิต Goalclub.tv

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ปัดข้อหาต่อต้าน ทรัมป์

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค ออกมาโต้ข้อกล่าวหาว่ามีแนวคิดต่อต้านผู้นำสหรัฐฯ พร้อมยืนยันจุดประสงค์หลักของเฟซบุ๊ค คือ การสร้างชุมชนสำหรับทุกคนนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง “เฟซบุ๊ค” ผู้ให้บริการเว็บไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดัง ออกมาปฏิเสธเรื่องที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์กล่าวหาว่า เฟซบุ๊คมีแนวคิดต่อต้านเขามาโดยตลอด เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก โพสต์ และวอชิงตัน โพสต์คำกล่าวอ้างดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เฟซบุ๊คส่งมอบข้อมูลโฆษณาทางการเมืองจำนวน 3 พันชิ้นให้แก่คณะกรรมาธิการสอบสวนของรัฐสภา ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อกล่าวหากรณีรัสเซียอาจแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วเฟซบุ๊คเชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่โฆษณาดังกล่าวจะถูกซื้อโดยชาวรัสเซีย ในช่วงระหว่างและหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯขณะที่เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และกูเกิล ได้รับแจ้งเพื่อเข้าให้การกรณีดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ แต่ทั้งหมดยังไม่มีการตอบรับชัดเจนนายซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่า ไม่ชอบนายทรัมป์ ออกมาแสดงความคิดเห็นตอบโต้ข้อกล่าวหาว่า เขาพยายามอย่างหนักที่จะทำให้เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทุกๆ ความคิด พร้อมกับพยายามจะหลีกเลี่ยงโฆษณาที่อาจจะเกิดปัญหา ซึ่งเฟซบุ๊กส่งผลกระทบหลากหลาย ตั้งแต่เป็นช่องทางให้ผู้คนแสดงความเห็น เปิดโอกาสให้ผู้สมัครสื่อสารโดยตรง และส่งส่งเสริมให้คนนับล้านออกไปเลือกตั้งCEO   บรรดาขั้วการเมืองต่างก็ไม่ชอบข้อความที่ตัวเองไม่ยอมรับ เพราะในขณะที่มีข้อกล่าวหาว่าเขาต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ชาวอเมริกันที่มีแนวคิดเสรีนิยมก็กล่าวโทษว่า เขาอยู่เบื้องหลังชัยชนะของนายทรัมป์ผู่ก่อตั้งเฟซบุ๊กยังให้สัญญาด้วยว่า จะสร้างชุมชนออนไลน์สำหรับทุกๆ คนต่อไป รวมทั้งป้องกันความพยายามในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และล้มล้างการเลือกตั้ง

โลกแบ่งขั้วชัด! มหาอำนาจจี 7 ถกแผนรุมไล่บี้ “รัสเซีย-ซีเรีย”

   Credit : ข่าวสด

   เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อ 10 เม.ย. คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ หรือจี 7 เปิดการหารือที่เมืองลุกคา ประเทศอิตาลี โดยมีประเด็นร้อนเรื่องศึกซีเรียเป็นเรื่องใหญ่ที่แทรกเข้ามา ท่ามกลางการคาดหมายว่ากลุ่มจี 7 ต้องการกดดันรัสเซียและซีเรีย หลังเกิดวิกฤตความขัดแย้งเรื่องการใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเมืองในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตกว่า 87 ราย แต่ทั้งสองชาติปฏิเสธความเกี่ยวข้อง  รายงานระบุว่าเดิมการประชุม 2 วันนี้จะหารือกันเรื่องลิเบีย อิหร่าน และยูเครน พร้อมต้อนรับนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน เข้าสู่การประชุมเวทีนี้ครั้งแรกในฐานะรมว.ต่างประเทศสหรัฐ กระทั่งต่อมาเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงเรื่องซีเรีย จนอังกฤษเองเพิ่งยกเลิกการเจรจาทวิภาคีกับรัฐบาลรัสเซียและเรียกร้องให้รัสเซียทำทุกอย่างให้โลกมั่นใจได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีแบบนั้นเกิดขึ้นอีก ส่วนอิตาลีในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมยังเชิญตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ พันธมิตรในตะวันออกกลาง และอริของนายบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำซีเรีย เข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อหาทางลดแรงตึงเครียดทางทหาร แต่คาดว่าอาจมีมาตรการลงโทษซีเรียและบุคคลทางกองทัพของรัสเซียเพิ่มเติม

เรียบร้อยโรงเรียนจีนอีก ไทยเซ็นซื้อรถเกราะล้อยาง “เสือดาวหิมะ” 32 คันกระสุน 12,000 นัดกว่า 2 พันล้าน

  Credit : MGRออนไลน์   — ไทยได้เซ็นสัญญาซื้อรถลำเลียงพลจู่โจมหุ้มเกราะ 8 ล้อยาง แบบ ZBL09 “Snow Leopard” จำนวน 34 คัน เรียบร้อยแล้ว จากกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมโนรินโค (NORINCO) ของจีน พร้อมกระสุนสำหรับปืนใหญ่ 30 มม. ที่เป็นอาวุธหลักอีก 12,000 นัด การเซ็นซื้อรถหุ้มเกราะ กับกระสุนปืน ยังมีขึ้นหลังจาก กองทัพบกไทย เซ็นซื้อรถถังหลัก VT4 เพิ่มอีก 10 คัน จากกลุ่มบริษัทเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้

เว็บไซต์ thaiarmedforce.com รายงานก่อนหน้านี้ว่า กองทัพบกไทยได้เปิดเผยระหว่างงาน LIMA 2017 ที่เกาะลังกาวี มาเลเซีย ในสัปดาห์ปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการจัดหา รถหุ้มเกราะ VN-1 ซึ่งเป็นชื่อสำหรับ ZBL-09 รุ่นส่งออก จำนวน “36 คัน” พร้อมกระสุนปืนใหญ่ 30 มม.อีก 12,506 นัด โดยยังไม่มีข้อมูลอธิบายว่า เหตุใดจำนวนจึงลดน้อยลงไป 2 คัน

การจัดหารถหุ้มเกราะ VN-1 หรือ ZBL-09 8×8 IFV หรือ รถหุ้มเกราะสำหรับทหารราบ (Infantry Fighting Vehicle) และ กระสุนปืนใหญ่ จำนวนดังกล่าว รวมเป็นมูลค่าราว 59 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 2,095 ล้านบาท มีรายงานเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Jane’s สื่อกลาโหมในอังกฤษ ที่ได้รับความเชื่อถือ มานานหลายทศวรรษ

การเซ็นซื้อครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นลูกค้ารายที่ 2 ของยานเกราะ IFV เสือดาวหิมะ ถัดจากประเทศเวเนซูเอลา ที่เซ็นซื้อไปจำนวน 40 คัน เมื่อปี 2555 ในรหัส ZBD-09 8×8 IFV เพื่อใช้ในเหล่านาวิกโยธิน

เว็บไซต์ข่าวกลาโหมบางแห่ง ให้ข้อมูลว่า VN-1 ของไทย สามารถเทียบได้กับ รถหุ้มเกราะล้อยางจู่โจม BTR-3E1 ที่ไทยซื้อจากยูเครนก่อนหน้านี้ รวมทั้งยังมีข้อตกลง ที่จะประกอบเองในประเทศอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับ “เสือดาวหิมะ” มีราคาคันละ 1.695 ล้านดอลลาร์ มีกำหนดส่งมอบในปี 2563

รถหุ้มเกราะ ZBD-09 8×8 IFV หรือ ZBL-09 8×8 IFV ในเวอร์ชั่นของกองทัพประชาชนจีน ออกแบบและผลิตโดยกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมภาคเหนือ หรือ North Industries Corp -NORINCO ออกปรากฎตัวครั้งแรกในปี 2549 ขณะออกวิ่งทดสอบ แต่ออกแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ในพิธีสวนสนาม ครบรอบปีที 60 การก่อตั้งกองทัพประชาชน 1 ต.ค.2552

ตามข้อมูลในเว็บไซต์บริษัทผู้ผลิต รถหุ้มเกราะ 8 ล้อยางรุ่นนี้ออกแบบมา สำหรับพลบังคับ/ควบคุม 3 นาย บรรทุกกำลังพลได้ 7-10 คน ติดปืนใหญ่ ที่จีนดัดแปลงจากปืนใหญ่ 2A72 ที่ผลิตในยูเครน ยังมีปืนกล 7.62 มม. ติดตั้งบนแช็สซี อยู่ด้านซ้ายของ ป.30 มม. อีก 1 กระบอก สองข้างของป้อมปืน ติดตั้งแท่นยิงแบบราง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง “หงเจี้ยน-73” (HJ-73C) ข้างละ 1 ลูก

ติดเครื่องยนต์ดีเซล Deutz BF6M1015C เครื่องยนต์เยอรมัน ที่จีนผลิตในประเทศภายใต้สิทธิบัตร ให้กำลังสูงสุด 440 แรงม้า โดยใช้เกียร์ธรรมดา สามารถวิ่งได้เต็มกำลัง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนั้นยังออกแบบมากันน้ำ และ ลุยน้ำแบบสะเทินน้ำสะเทินบกได้เต็มที่

สื่อกลาโหมหลายแห่งรายงานว่า ในการออกแบบ “เสือดาวหิมะ” นั้น จีนได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมาก จากรถหุ้มเกราะชนิดเดียวกัน ทั้งของรัสเซียและของโลกตะวันตก ทำให้ต้องพัฒนาล้อยาง 8×8 รุ่นแรกขึ้นมา เพื่อใช้แทนรถหุ้มเกราะล้อยาง 6×6 ดั้งเดิม ปัจจุบันโนรินโคยังคงผลิต ZBL-09 ออกมาเป็นจำนวนมากๆ สำหรับกองทัพประชาชน.

โสมแดงประกาศพร้อม “ทำสงคราม” หลังสหรัฐฯ ส่งกองเรือจู่โจมเข้าคาบสมุทรเกาหลี

Credit : Manager Online

เอเอฟพี – รัฐบาลเกาหลีเหนือแถลงประณามการส่งกองเรือจู่โจมของสหรัฐฯ เข้ามายังคาบสมุทรเกาหลี โดยประกาศในวันนี้ (11 เม.ย.) ว่าพร้อมที่จะทำ “สงคราม” หากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย

กองเรือจู่โจม คาร์ล วินสัน ของสหรัฐฯ ยกเลิกแผนไปเยือนออสเตรเลียเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ และบ่ายหน้ามายังคาบสมุทรเกาหลีเพื่อโชว์แสนยานุภาพข่มขวัญเกาหลีเหนือ หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า วอชิงตันอาจตัดสินใจจัดการกับภัยคุกคามโสมแดงด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งจีน
“นี่คือข้อพิสูจน์ว่า แผนของสหรัฐฯ ที่จะรุกรานเกาหลีเหนืออย่างไร้ความยับยั้งชั่งใจได้ก้าวมาสู่ขั้นร้ายแรง” สำนักข่าวเคซีเอ็นเออ้างคำแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีพร้อมจะทำสงครามทุกรูปแบบอย่างที่สหรัฐฯ ปรารถนา”

สัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ เพิ่งจะสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยการออกคำสั่งยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศซีเรีย ซึ่งหลายฝ่ายตีความว่าเป็นการข่มขู่เปียงยางไปในตัวด้วย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เผยเมื่อวันอาทิตย์ (9) ว่า ทรัมป์ ได้เริ่มพูดคุยกับบรรดาที่ปรึกษาว่าสหรัฐฯ มี “ทางเลือก” อย่างไรบ้างในการจัดการกับโสมแดง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ขู่ว่าสหรัฐฯ อาจตัดสินใจใช้มาตรการฝ่ายเดียว หากจีนซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญหนึ่งเดียวของเปียงยางไม่พยายามใช้อิทธิพลลดทอนกิจกรรมนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ผู้นำโสมแดงยังคงแข็งขืนดื้อดึงที่จะครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงให้ได้ แม้จะถูกองค์การสหประชาชาติลงดาบคว่ำบาตรมาแล้วหลายครั้งก็ตาม

“เราพร้อมจะตอบโต้ขั้นรุนแรงที่สุดต่อพวกที่ยั่วยุ และจะใช้สรรพาวุธอันทรงพลังปกป้องตนเอง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ระบุ

“หายนะทั้งหลายที่จะตามมา สหรัฐฯ จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า ผู้นำ คิม จอง อึน อาจสั่งให้กองทัพเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งใหม่ในช่วงวันเสาร์ที่ 15 เม.ย. นี้ ซึ่งตรงกับวันเกิดปีที่ 105 ของอดีตประธานาธิบดี คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งรัฐคอมมิวนิสต์โสมแดง ผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดบ่งชี้ว่า การทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 คงจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ขณะที่หน่วยข่าวกรองเตือนว่าโสมแดงอาจสามารถผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ICBM) และส่งหัวรบนิวเคลียร์มาโจมตีแผ่นดินสหรัฐฯ ได้ในอีกไม่ถึง 2 ปี

สหรัฐฯ ยิงถล่มฐานทัพซีเรียทำลาย “เครื่องบินรบอัสซาด” ไปถึง 1 ใน 5

 Credit : Manager Online

    เอเอฟพี – เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันวานนี้ (10 เม.ย.) ว่าปฏิบัติการโจมตีฐานทัพอากาศของซีเรียเมื่อสัปดาห์ที่แล้วส่งผลให้ระบอบ บาชาร์ อัล-อัสซาด ต้องสูญเสียเครื่องบินรบไปถึง 1 ใน 5

การประเมินผลปฏิบัติการยิงถล่มฐานทัพอากาศชัยรอต (Shayrat) มีขึ้น ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มชาติอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ได้จัดประชุมกันที่อิตาลี เพื่อส่ง “สัญญาณที่ชัดเจนร่วมกัน” ไปยังรัสเซียให้เลิกอุ้มรัฐบาลอัสซาด

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (7) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้สั่งให้เรือพิฆาตสหรัฐฯ 2 ลำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กจำนวน 59 ลูกเข้าใส่ฐานทัพอากาศชัยรอตในจังหวัดฮอมส์ ซึ่งเพนตากอนระบุว่า เป็นจุดที่ อัสซาด ใช้ส่งเครื่องบินพร้อมอาวุธเคมีไปโจมตีพลเรือนในเขตยึดครองของกบฏที่จังหวัดอิดลิบ

“สหรัฐฯ ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ เมื่อรัฐบาลอัสซาดเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ด้วยอาวุธเคมี ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งซีเรียก็เคยประกาศว่าได้ทำลายอาวุธประเภทนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว” แมตทิส แถลง พร้อมระบุว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้ “เครื่องบินปฏิบัติการ” ของกองทัพซีเรียถูกทำลายไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์

ก่อนหน้านี้ โฆษกทำเนียบขาว ฌอน สไปเซอร์ ก็ได้ออกมาขู่เป็นนัยๆ ว่า ซีเรียจะต้องเผชิญบทลงโทษจากสหรัฐฯ อีก หากขืนใช้แม้กระทั่ง “ระเบิดถังน้ำมัน” (barrel bombs) ซึ่งเป็นอาวุธที่ทำขึ้นง่ายๆ แต่มีอานุภาพทำลายล้างไม่เลือกหน้า

“ถ้าคุณใช้ก๊าซพิษกับเด็กๆ หรือทิ้งระเบิดถังน้ำมันใส่คนบริสุทธิ์อีก คุณจะต้องเจอมาตรการตอบสนอง” สไปเซอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งได้ออกมาปฏิเสธคำขู่เช่นนี้ โดยย้ำว่า “จุดยืนของสหรัฐฯ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง… ประธานาธิบดีได้พูดชัดเจนแล้วว่า จะยังไม่มีการขยายมาตรการตอบโต้ทางทหาร”

ทรัมป์ ได้โทรศัพท์หารือเรื่องซีเรียกับนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ แห่งอังกฤษ และนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ (10) ซึ่งผู้นำหญิงทั้งสองก็ “สนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ และเห็นด้วยกับ ทรัมป์ ว่าประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด จะต้องมีส่วนรับผิดชอบ” กับเหตุสังหารหมู่ในซีเรีย ทำเนียบขาวระบุ

ด้านทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษบนถนนดาวนิงก็แถลงว่า เมย์ “เห็นพ้องกับผู้นำสหรัฐฯ ว่ายังมีโอกาสที่นานาชาติจะโน้มน้าวให้รัสเซียเล็งเห็นว่าการเป็นพันธมิตรกับ อัสซาด นั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของมอสโกอีกต่อไป”

ทั้ง ทรัมป์ และ เมย์ ยังจับตาผลการไปเยือนรัสเซียในสัปดาห์นี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ซึ่งคงจะเป็นโอกาสที่ดีในการวางรากฐาน “เพื่อบรรลุข้อตกลงการทางเมืองที่ยั่งยืน” สำนักงานนายกฯ อังกฤษ ระบุ

ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีกลุ่ม G7 ที่เมืองลุกกา (Lucca) แคว้นทัสกานีของอิตาลี โบริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ได้กล่าวประณามอัสซาดว่าเป็น “ตัวพิษร้าย” และว่าถึงเวลาแล้วที่ “ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะต้องยอมรับความจริงเกี่ยวกับทรราชที่เขาให้การหนุนหลังอยู่”

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเกิดได้ตลอดเวลา

  ในปัจจุบันประเทศต่างๆถือว่ามีการปรับตัวให้เข้ากับประเทศมหาอำนาจ เพราะตอนนี้ประเทศมหาอำนาจอย่าง สเหรัฐอเมริกา รัสเซีย และ จีน กำลังที่จะหาพันธมิตรให้ได้มากที่สุด ด้วยนโยบายทางการทูต ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าโลกของเราอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามโลกได้ทุกเมื่อ  สำหรับตอนนี้ยังถือว่าประเทศมหาอำนาจสามารถต่อรองอำนาจกันได้อย่างลงตัว แม้อาจจะมีบางเรื่องที่ไม่พอใจกันบ้าง แต่ก็ใช้แถลงการณ์เท่านั้น ไม่ได้ใช้อาวุธแต่อย่างใด  สำหรับสองประเทศที่อ่อนไหวที่สุดที่จะเกิดสงครามคือ สเหรัฐอเมริกา กับ รัสเซีย เพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถือว่าแย่มาก เพราะมีหลายเรื่องที่ความเห็นไม่ตรงกันไล่ตั้งแต่ การที่รัสเซียผนวกไครเมียเป็นของตนเอง สงครามกลางเมืองในซีเรียและเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่นักวิเคราะห์ได้มองว่าในอนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศนี้อาจจะดีขึ้น เพราะนโยบายของประธานาธิปดีคนใหม่ของอเมริกาอย่าง โดนัล ทรัมป์ ค่อนข้างที่จะเป็นมิตรกับรัสเซียมากกว่า  ส่วนทางด้านความสัมพันธ์กับจีน ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก โดยจะมีแค่เรื่องทะเลจีนใต้เท่านั้น ที่จีนไม่ค่อยพอใจสเหรัฐเท่าไหร่ในการนำเรือรบมาล่องแถวทะเลจีนใต้ และอ้างว่าเป็นน่านน้ำสากล และอีกหนึ่งเรื่องก็คือการที่ ฟิลิปปินส์อาจจะไปเป็นพันธมิตรกับจีนมากกว่า ทำให้สเหรัฐอเมริกาอาจจะไม่มีข้ออ้างในการเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ในปี 2017 นี้ถือว่าน่าสนใจมากจริงๆว่าแต่ละประเทศจะมีนโยบายทางการทูตอย่างไร แต่เชื่อว่าไม่น่ามีสาเหตุใดๆที่จะทำให้เกิดสงครามได้อย่างแน่นอน

จีน ไต้หวันระอุอีกครั้ง

     สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานข่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน  เหลียวหนิง  ของประเทศจีนพร้อมหมู่เรือรบแล่นเข้าสู่ช่องแคบไต้หวัน จนทำให้รัฐบาลไต้หวันต้องส่งเรือรบและฝูงบินขับไล่ออกไปคุมเชิงในวันนี้  ซึ่งนับเป็นสัญญาณความตึงเครียดล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองชาติ ที่พร้อมจะไปสู่สงครามมาโดยตลอด

โดยกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า แม้เรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงจะยังไม่ได้รุกล้ำน่านน้ำ แต่ก็เข้ามาถึงเขตป้องภัยภัยทางอากาศของไต้หวันแล้ว  โดยสื่อไต้หวันยังรายงานเพิ่มเติมอีกว่า กองทัพได้ส่งฝูงบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินชนิดอื่นๆ ออกไปสังเกตการณ์หมู่เรือของจีนตั้งแต่ค่ำวันอังคาร วันที่ 10 มกราคม  ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันปฏิเสธที่จะยืนยันข่าวนี้ ว่าเป็นความจริงหรือไม่ โดยทางด้านกระทรวงกลาโหมของไต้หวันออกมาแถลงแค่ว่า กองทัพกำลังเฝ้าจับตาสถานการณ์ในภาพรวม และพร้อมที่จะมีมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ขอให้ประชาชนสบายใจได้ คำแถลงจากกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุ

เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน ผู้นำหญิงแห่งไต้หวันเดินทางไปแวะพักที่สหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนจะต่อเครื่องบินไปยังอเมริกากลาง ท่ามกลางเสียงประท้วงจากปักกิ่งโดย  รัฐบาลจีนมองว่าไต้หวันเป็นเพียง มณฑลทรยศ  ที่จะต้องถูกดึงกลับมาอยู่ใต้อาณัติของแผ่นดินใหญ่ในสักวันหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ปักกิ่งจึงไม่พอใจอย่างยิ่งเมื่อทราบว่า ไช่ โทรศัพท์ไปอวยพรว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่แล้ว และได้เปิดฉากซ้อมรบใกล้เกาะไต้หวันเพื่อประกาศศักดา

แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตโดยตรง แต่สหรัฐฯ ก็ถือเป็นพันธมิตรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไต้หวัน และยังเป็นซัพพลายเออร์อาวุธรายใหญ่ด้วย แม้ว่าทางการจีนจะแสดงความไม่พอใจก็ตาม

รัฐบาลญี่ปุ่น เตรียมเปิดทางให้จักรพรรดิ สละราชสมบัติภายใน 2 ปี

      

    สำนักข่าวรอยเตอร์ สำนักข่าวชื่อดังของโลกรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังกำหนดขั้นตอนทางกฎหมายที่จะเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงสามารถสละราชสมบัติได้ และเปิดทางให้พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนภายใน 2 ปี ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา

โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต ที่ทรงมีพระชนมายุ 83 พรรษา ทรงเปรยว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ โดยตรัสว่าความชราอาจทำให้พระองค์ไม่อาจทรงงานได้อย่างเต็มที่

สมเด็จพระจักรพรรดิซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสมมติเทพ ทรงไม่มีอำนาจทรงการเมือง แต่ถูกนิยามในรัฐธรรมนูญในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศและศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ภายใต้กฎหมายปัจจุบันการสละราชสมบัติเป็นไปไม่ได้เนื่องจากไม่มีในกฏหมายในรัฐธรรมนูญ     ฃอย่างไรก็ตาม รายงานในหนังสือพิมพ์กระแสหลักทุกฉบับของญี่ปุ่นรวมถึงนิกเกอิสื่ออันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขั้นตอนทางกฏหมายที่จะเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงสามารถสละพระราชสมบัติได้ และให้เจ้าชายนารุฮิโตะที่เป็นมงกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 มกราคมปี 2019 โดยการสละพระราชสมบัติจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคมปี 2018 หรือ 1 มกราคม รายงานของสื่อบางฉบับระบุไว้ด้วย

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะซึ่งทรงเคยเข้ารับการผ่าตัดพระหฤทัยและรับการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากตรัสว่า ปี 2018 จะเป็นปีที่ 30 ในการครองราชย์ของพระองค์ซึ่งถูกมองว่าเป็นการบ่งบอกอย่างเป็นนัยถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงต้องการจะสละราชบัลลัง  พระองค์ขึ้นครองราชย์หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะพระบิดาของพระองค์เมื่อปี 1989 และทรงงานเพื่อเยียวยาบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียระหว่างการเสด็จประพาสต่างแดน ต้องมาดูกันว่าการคาดการร์ขอสื่อจะเป็นจริงหรือไม่ แต่การที่จะทำได้เช่นนั้นต้องผ่านขั้นตอนทางกฏหมายก่อน

ญาติ บัน คี มูน โดนอัยการสเหรัฐฟ้อง

  

    อัยการสหรัฐฯ ยื่นฟ้องญาติสนิทของอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ บัน คีมูน โทษฐานพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ตะวันออกกลางเพื่อขายอสังหาริมทรัพย์ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ที่มีมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยเอกสารคำฟ้องความยาว 39 หน้าที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ได้แจ้งข้อหาเพื่อเอาผิดต่อ จู ฮยุน-บันห์ หรือ  เดนนิส โบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ในย่านแมนฮัตตัน และ บัน คีซัง บิดาของเขาซึ่งเป็นผู้บริหารอาวุโสของบริษัทก่อสร้างสัญชาติเกาหลีใต้ ส่วนจำเลยคนที่ 3 ในคดีนี้เป็นชาวอเมริกันชื่อ มัลคอล์ม แฮร์ริส ซึ่งรับหน้าที่เป็นคนกลางเจรจากับเจ้าหน้าที่ชาวตะวันออกกลางคนหนึ่ง แต่กลับยักยอกเงินสินบน 500,000 ดอลลาร์เข้ากระเป๋าตัวเอง และนำไปซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย สำหรับ บัน คีซัง เป็นน้องชายแท้ๆ ของอดีตเลขาธิการยูเอ็น ขณะที่ จู ฮยุน-บันห์ ก็เป็นหลานชาย

สำหรับ บัน คีมูน เพิ่งจะหมดวาระดำรงตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็นไปเมื่อวันที่ 1 มกราคมปีนี้ และส่งมอบหน้าที่ให้อดีตนายกรัฐมนตรี อันโตนิโอ กูเตอร์เรส แห่งโปรตุเกสดำรงตำแหน่งต่อไป

สำหรับอัยการสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุเพิ่มเติมว่า แผนติดสินบนข้ามชาตินี้เกิดขึ้นระหว่างเดือน มีนาคม ปี 2013 ถึงเดือน พฤษภาคม ปี 2015 โดยเกี่ยวโยงกับการซื้อขายอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยในเมือง ฮานอย ของประเทศเวียดนามซึ่งมีบริษัทก่อสร้างสัญชาติเกาหลีใต้ เกียงนัม เอนเทอร์ไพรซ์ (Keangnam Enterprises) เป็นเจ้าของโครงการ โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่จากราชอาณาจักรในตะวันออกกลางซื้ออาคารดังกล่าว โดยใช้เงินกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ (sovereign wealth fund) และยังพยายามติดต่อประมุขของรัฐแห่งนี้ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นที่นครนิวยอร์กด้วย ต้องมาดูกันว่าคดีนี้จะตัดสินออกมาอย่างไร น่าติดตามจริงๆ